الرئيسية تعرف على الإسلام العلم في منظور القرآن الكريم (تايلندي)
ความรู้ตามทัศนะอัลกุรอาน

العلم في منظور القرآن الكريم (تايلندي)

Read Article
عرض معلومات المادة باللغة الأصلية

العلم في منظور القرآن الكريم (تايلندي)

اللغة: تايلندي
إعداد: อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา
نبذة مختصرة:
مقالة تتضمَّن تسليط الضوء على خمس آيات أنزلت من القرآن الكريم، وهي الآيات 1- 5 من سورة العلق، والتي تتحدَّث عن فضل العلم.

الوصف المفصل

    ความรู้ตามทัศนะอัลกุรอาน

    ﴿العلم في منظور القرآن الكريم﴾

    ] ไทย – Thai – تايلاندي [

    ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา

    แปลโดย : นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ, รอสลี แมยู

    ผู้ตรวจทาน : มัลลัน มาหะมะ, ซุฟอัม อุษมาน

    ที่มา : มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

    2011 - 1432

    ﴿العلم في منظور القرآن الكريم﴾

    « باللغة التايلاندية »

    د. إسماعيل لطفي جافاكيا

    ترجمة: نصر الله طيب ، روسلي مي يو

    مراجعة: مزلان محمد ، صافي عثمان

    المصدر: جامعة جالا الإسلامية

    2011 - 1432

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

    ความรู้ตามทัศนะอัลกุรอาน

    บทนำ

    ตามทัศนะอัลกุรอาน ความรู้และอิสลามนั้นเป็นสิ่งเดียวกันที่ไม่สามารถแยกออกจากกัน ความรู้และอิสลามคือสัจธรรมของศาสตร์แห่งการดำเนินชีวิตที่มีมานับตั้งแต่ปฐมคำสอนจนถึงคำสอนสุดท้ายของอิสลาม และจะคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป ดังเห็นได้จากอายะฮฺแรกที่ประทานลงมาคืออายะฮฺที่มีความหมายว่า “จงอ่านเถิด” เพราะการอ่านถือเป็นเงื่อนไขหลักของการศึกษาหาความรู้ อัลลอฮฺ I ตรัสไว้ว่า

    ﮋ ﭻ ﭼ ﭽ ﭾ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐ ﮑ ﮒ ﮓ ﮊ العلق : ١ - ٥

    ความว่า “1) จงอ่านเถิด(โอ้มูฮัมมัด)ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าผู้ทรงให้บังเกิด 2) ผู้ทรงให้บังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด 3) จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นทรงการุณยิ่ง 4) ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา 5) ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้” (สูเราะฮฺ อัล-อะลัก 96 :1-5)

    อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (ขออัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานแก่ท่านทั้งสอง) กล่าวว่า “อายะฮฺแรกๆ ในอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาคือซูเราะฮฺ อัล-อะลัก ที่เริ่มจากประโยคที่ว่า “จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าผู้ทรงให้บังเกิด” จนถึงประโยค “ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้”

    เมื่อศึกษาวิเคราะห์กลุ่มอายะฮฺข้างต้น จะพบว่ามี 5 คำที่กล่าวซ้ำกันจำนวน 2 ครั้ง คือ

    1. อิกเราะอ์ (اِقْرَأْ) หมายถึง จงอ่านเถิด นั่นคือ การอ่านถือเป็นคำบัญชาแรกที่อัลลอฮฺทรงบัญชาแก่มนุษย์ผ่านคำปฐมวิวรณ์(วะหฺยุ)ที่ประทานแก่ นบีมูฮัมมัด ﷺ‬

    2. ร๊อบบิก (رَبِّكَ)หมายถึง พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า นั่นคือ อัลลอฮฺ I เท่านั้นเป็นพระผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่งในสากลจักรวาล

    3. เคาะลัก (خَلَقَ)หมายถึง การให้บังเกิด นั่นคือการกระทำแรกของอัลลอฮฺ I ที่สอนให้แก่บ่าวของพระองค์เพื่อให้ทราบว่า อัลลอฮฺI เท่านั้นเป็นผู้ให้บังเกิดและทรงสร้างสรรพสิ่งในสากลจักรวาล

    4. อัล-อินซาน (الإنْسَان) หมายถึง มนุษย์ นั่นคือ มนุษย์คือสารัตถะสำคัญและเป้าหมายสุดท้ายของคำสอนในอิสลาม

    5. อัลละมะ (عَلَّمَ) หมายถึง ทรงสอน นั่นคือ การสอนคือการกระทำที่สองของอัลลอฮฺ I ที่กล่าวถึงในปฐมอายะฮฺนี้เพื่อให้มนุษย์ทราบว่า อัลลอฮฺ I เท่านั้นเป็นผู้สอนให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้

    “อิกเราะอ์ (จงอ่าน)

    นับเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ยิ่งเมื่อพบว่าคำแรกในปฐมอายะฮฺที่ประทานลงมานั้นคือคำว่า “จงอ่านเถิด” และได้กล่าวซ้ำอีกครั้งในคำแรกของอายะฮฺที่สาม และที่สำคัญ มีรายงานจากอัล-บุคอรีย์ (หะดีษหมายเลข 3) และมุสลิม (หะดีษหมายเลข 403) บันทึกว่า ก่อนที่อายะฮฺ “จงอ่าน” จะถูกประทานลงมา ญิบรีลได้กำชับสั่งให้ท่านนบีมูฮัมมัด ﷺ‬ อ่านโดยรับสั่งว่า “จงอ่าน” ถึงสามครั้งสามครา แต่ทุกครั้งท่านนบีมูฮัมมัดได้ตอบว่า “ฉันอ่านไม่เป็น” แม้นสิ่งที่ท่านนบีมูฮัมมัดกล่าวนั้นเป็นความจริง(เพราะนบีไม่สามารถอ่านออกเขียนได้) แต่การที่ญิบรีลได้คะยั้นคะยอและเคี่ยวเข็ญให้ท่านอ่านนั้น เป็นการบ่งบอกอย่างมีนัยว่า อิสลามไม่อนุญาตให้มนุษย์ตกอยู่ในสภาพการไม่รู้หนังสืออย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าทุกครั้งที่ท่านนบีมูฮัมมัดตอบว่า“ฉันอ่านไม่เป็น” ญิบรีลก็จะกอดและรัดตัวท่านอย่างแรงทุกครั้ง การกระทำของญิบรีลชี้ให้เห็นว่าญิบรีลไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่นบีมูฮัมมัด ﷺ‬ ในฐานะนบีของอัลลอฮฺที่ถูกส่งมาเพื่อมวลมนุษยชาติเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ทั้งนี้เนื่องจากนบีต้องเป็นต้นแบบและสร้างการจุดประกายที่สามารถนำมนุษย์ให้หลุดพ้นจากพันธนาการของความไม่รู้หนังสือสู่วัฒนธรรมแห่งการอ่านและการเรียนรู้ และทั้งหมดนี้คือแก่นแท้ของความรู้ในทัศนะอิสลาม

    สุดท้ายญิบรีลก็ได้สอนท่านนบีมูฮัมมัดด้วย 5 โองการแรกในซูเราะฮฺ อัล-อะลัก นั่นคือ “จงอ่านเถิด(โอ้มูฮัมมัด)ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระผู้ทรงให้บังเกิด” ซึ่งทำให้เราทราบว่า การออกคำสั่งด้วยคำว่า “จงอ่าน” ได้มีการทวนซ้ำในปฐมคำสอนของอิสลามจำนวน 5 ครั้งด้วยกัน คือ 3 ครั้งแรกเป็นคำสั่งใช้ของญิบรีล ในขณะที่ 2 ครั้งหลังเป็นคำวิวรณ์ที่ถูกจารึกในอัลกุรอานเพื่อให้มนุษยชาติได้ทวนอ่านจนกระทั่งวันปรโลก(กิยามะฮฺ) จะมีคำสอนอื่นๆ อีกบ้างไหมเล่า - ไม่ว่าในรูปแบบของคัมภีร์ ทฤษฎี ปรัชญาและแนวคิด - ที่กำชับให้มนุษย์ตระหนักและให้ความสำคัญกับการอ่านและการเรียนรู้เหมือนดังที่ปรากฏในปฐมอายะฮฺของการประทานอัลกุรอานนี้

    “จงอ่าน” คำแรกของอายะฮฺแรกเป็นประโยคคำสั่งที่มีเนื้อหาครอบคลุมโดยไม่เจาะจงและปราศจากกรรมรองรับตามหลักการใช้ภาษาทั่วไป

    แม้นพอจะเข้าใจได้ในที่นี้ว่า เป็นการสั่งให้ท่านนบีมูฮัมมัดมูฮัมมัด ﷺ‬ อ่านอัลกุรอาน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำสั่งให้อ่าน ณ ที่นี้ยังหมายรวมถึงการอ่านเครื่องหมายต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์(อายาต)ความปรีชาสามารถของอัลลอฮฺทั้งที่เป็นในลักษณะของอายะฮฺที่ประทานลงมาและถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในอัลกุรอาน หรือในรูปแบบของวัตถุหรือสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและสามารถมองเห็นด้วยสายตา ดังเช่น ท้องฟ้าและแผ่นดิน ภูเขาและทะเล ดวงดาว รวมถึงกลางวันและกลางคืน และสรรพสิ่ง ซึ่งล้วนเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงการมีอยู่และความปรีชาสามารถของอัลลอฮฺ I ทั้งสิ้น

    “จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระผู้ทรงให้บังเกิด”

    นัยสำคัญของคำสั่งใช้ในปฐมอายะฮฺนี้ สรุปได้ดังนี้คือ

    1. รูปแบบหรือวิธีการอ่าน

    การอ่านเป็นบ่อเกิดแห่งวิทยปัญญาและเป็นต้นกำเนิดแห่งความดีงาม แต่บางครั้งเราพบว่า การอ่านอาจผลักไสมนุษย์ตกหลุมพรางแห่งการหลงทางหรืองมงายได้ ดังนั้น เพื่อให้การอ่านเกิดประโยชน์และมีความสิริมงคล(บะเราะกะฮฺ) อิสลามสอนว่า มนุษย์ต้องอ่านสิ่งที่เป็นพระบัญชาจากอัลลอฮฺ I และอ่านด้วยพระนามแห่งพระองค์เท่านั้น

    หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การอ่านของมนุษย์จะต้องไม่ออกจากกรอบที่เป็นคำสอนของอัลลอฮฺ I และในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮฺเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรำลึกถึงด้วยหัวใจหรือการกล่าวด้วยลิ้น การอ่านในลักษณะเช่นนี้เท่านั้น จะทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้สัจธรรมและความถูกต้อง

    การอ่านที่ปราศจากการกล่าวถึงและการรำลึกถึงพระนามแห่งอัลลอฮฺนั้น ไม่เพียงแต่ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแกนแห่งศาสตร์ที่เป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตในโลกนี้เท่านั้น แต่ไม่อาจที่จะเข้าถึงแนวทางการแสวงหาความสุขในปรโลก(อาคิเราะฮฺ)ได้อีกด้วย มาตรแม้นว่าจะสามารถเข้าถึงศาสตร์ดังกล่าวได้ แต่หากเป็นไปด้วยแนวความคิดหรือความเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์เพียงลำพังแล้วไซร้ ก็มิอาจสร้างความเป็นสิริมงคล(บะเราะกะฮฺ)ให้กับชีวิตของเขาในโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญมนุษ์ไม่สามารถนำนาวาชีวิตสู่ฟากฝั่งแห่งความสงบสุขในปรโลก(อาคิเราะฮฺ)ได้เลย

    2. เนื้อหาความรู้ที่อ่าน

    ประการแรกที่มนุษย์จะต้องอ่านและเรียนรู้คือ “อัลลอฮฺผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ผู้ทรงให้บังเกิดเจ้า” เพราะประเด็นผู้บังเกิดมนุษย์หรือผู้สร้างโลกและทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เป็นประเด็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นจากสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการคำตอบอันชัดเจนและเป็นจริง และจะต้องเป็นคำตอบที่มีการอ้างอิงตามหลักวิชาการที่เที่ยงตรง

    ประเด็นคำถามว่า “ใครเป็นผู้บังเกิดมนุษย์ และใครคือผู้สร้างโลกและทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ?” คำตอบก็คือ “อัลลอฮฺ” ซึ่งเป็น “พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า” ที่ทรงให้บังเกิดเจ้าและทรงสร้างโลกและทุกสรรพสิ่งในโลกนี้

    เป็นไปได้อย่างไรที่มนุษย์ดำรงอยู่ในโลกนี้โดยไม่รู้ว่าใครคือผู้บังเกิดหรือผู้สร้าง และไม่รู้ว่าใครคือพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ? ในขณะที่อัลลอฮฺ I ทรงประกาศว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงให้บังเกิดทุกสิ่ง ซึ่งได้ทรงประกาศมาเป็นเวลากว่า 1,400 กว่าปีผ่านอัลกุรอาน และหมื่นๆ ศตวรรษผ่านคัมภีร์ที่ทรงประทานแก่ศาสนทูตยุคก่อนมาแล้ว ในขณะที่ยังไม่มีผู้ใด - นับตั้งแต่การกำเนิดโลกนี้จวบจนปัจจุบันและอนาคต- หาญกล้าประกาศว่าเขาคือผู้ให้บังเกิดมนุษย์และเป็นผู้สร้างโลกนี้ นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่อัลลอฮฺ I ตรัสว่า “พระองค์คือผู้ทรงให้บังเกิด” เป็นแก่นแท้ที่เป็นความจริงเสมอ เป็นความจริงที่ไม่เคยมีคำท้าทายหรือการคัดค้านจากผู้ใด – ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ก็ตาม - นับแต่อดีตกาลจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีแนวคิดหรือคำสอนใดที่มาคัดค้านคำประกาศนี้ และจะเป็นอยู่เช่นนี้จนกระทั่งวันอาคิเราะฮฺ ซึ่งเราจะเห็นว่าแม้แต่ชาวกุร็อยช์ในนครมักกะฮฺ ผู้ต่อต้านท่านนบีมูฮัมมัดในยุคแรกของการเผยแผ่อิสลาม ก็ยังยอมรับในคำประกาศของอัลลอฮฺ I ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

    ﮋ ﯰ ﯱ ﯲ ﯳ ﯴ ﯵﯶ ﯷ ﯸ ﯹ ﮊ الزخرف : ٨٧

    ความว่า“และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮฺ แล้วทำไมเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น?”(อัซ-ซุครุฟ 43: 87)

    นอกจากนี้ อิสลามสอนว่าการรู้จักพระเจ้าผู้ทรงให้บังเกิดนั้นจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยการอ่านด้วยพระนามของอัลลอฮฺ I เท่านั้น

    “จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า” อายะฮฺนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าการเข้าถึงแก่นแกนหรือสารัตถะแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้น เป็นผลจากการอ่านหรือการฟังคำวิวรณ์แห่งอัลลอฮฺอันเป็นแก่นแห่งความรู้ที่มีหลักฐานที่เป็นจริง ไม่ใช่ด้วยการอ่านจากสื่อความรู้ที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มาหรือปราศจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือและไม่เป็นที่ยอมรับตามหลักวิชาการ ดังที่อัลลอฮฺ I ตรัสไว้ว่า

    ﮋ ﰊ ﰋ ﰌ ﰍ ﰎ ﰏ ﮊ محمد : ١٩

    ความว่า “พึงรู้เถิดว่า แท้จริงไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” (มุหัมมัด 47:19)

    พระองค์ตรัสคำว่า“พึงรู้เถิด”เท่ากับเป็นการย้ำให้เห็นว่ามโนคติของคำว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” นั้น ไม่อาจที่จะเข้าใจและเข้าถึงอย่างลึกซึ้งได้หากปราศจากความรู้หรือการเรียนรู้

    ดังนั้น จงอ่านเถิดไม่ว่าจะเป็นการอ่านจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ I ซึ่งเป็นสัญญาณ(อายาต)ของอัลลอฮฺที่ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจากสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ซึ่งเป็นสัญญาณ(อายาต)ของอัลลอฮฺที่ถูกสร้าง

    จงอ่านด้วยพระนามของพระองค์ พร้อมกับวิงวอนขอการชี้นำจากพระองค์ แน่แท้ มนุษย์ก็จะพบกับแก่นแท้แห่งความรู้ที่เป็นสัจธรรม เพราะความรู้ที่เป็นสัจธรรมนั้นล้วนมาจากอัลลอฮฺ

    ดังนั้น หากผู้ใดอ่านอายาตของอัลลอฮฺด้วยพระนามของพระองค์ มีจุดประสงค์เพื่อการรู้จักพระองค์ ต้องการศึกษาเรียนรู้แก่นแท้ของสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง แน่นอน ความรู้ในลักษณะเช่นนี้จะก่อคุณูปการให้แก่ชีวิตเขาและสรรพสิ่งบนโลกนี้อย่างใหญ่หลวง

    แต่เมื่อใดที่มนุษย์เรียนรู้ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮฺแล้ว มันจะไม่เพียงเป็นการสร้างปัญหาอันไม่จบสิ้นแก่ตนเองเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นต้นกำเนิดแห่งความวุ่นวายโกลาหลของชีวิตมนุษย์เลยทีเดียว

    เมื่อใดที่มนุษย์ ทราบคำตอบว่าใครเป็นผู้บังเกิดเขาและใครเป็นผู้สร้างโลกและทุกสรรพสิ่งในโลกนี้อย่างถูกต้องและตั้งอยู่บนหลักวิชาความรู้ที่เที่ยงแท้แล้ว คำตอบในประเด็นปัญหาต่างๆ อันมากมายที่ตามมา ก็ย่อมจะส่งผลให้มีคำตอบที่ถูกต้องและเที่ยงตรงตามหลักวิชาการนั้นด้วย

    “ทรงให้บังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด”

    ในบรรดาองค์ความรู้ที่ตกผลึกมาจากการอ่านครั้งแรกในอิสลามคือ “อัลลอฮฺคือผู้ทรงให้บังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด” โองการนี้มีประเด็นสำคัญอยู่ 2 ประเด็น คือ

    ประเด็นที่ 1 อัลลอฮฺ I ผู้ทรงให้บังเกิดมนุษย์ ในที่นี้ให้ความหมายที่เจาะจงกว่าคำว่า “ให้บังเกิด” ที่กล่าวถึงครั้งแรกในท้ายโองการแรกก่อนหน้านี้ เพราะคำว่า “ให้บังเกิด” ครั้งที่สองนี้ ได้เจาะจงผู้ถูกกำเนิด นั่นคือ “ให้บังเกิดมนุษย์” ซึ่งมีจุดประสงค์เฉพาะเพื่อตอบประเด็นคำถามที่ว่า ใครคือผู้สร้างมนุษย์ ?

    เพราะโดยทั่วไปมนุษย์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ไม่รู้ว่าอัลลอฮฺ I คือผู้ทรงให้บังเกิด ไม่รู้ว่าพระองค์คือผู้บริหารจัดการและดูแลชีวิตของเขา มนุษย์ส่วนใหญ่ต่างหลงทางไปกับกระแสโลก มืดบอดและไร้ปัญญาที่จะตอบคำถามที่เป็นสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ผู้ใฝ่รู้

    และในความเป็นจริง การที่มนุษย์ไม่รู้จักอัลลอฮฺ I และไม่รู้ว่าพระองค์คือผู้ทรงให้บังเกิดตามที่อัลกุรอานได้นำเสนอแล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่ามนุษย์อาจอยู่ในสภาพอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง 2 สถานะดังต่อไปนี้

    สถานะแรก มนุษย์อาจเชื่อว่ามีสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ I เป็นผู้ให้บังเกิด แนวคิดนี้ยังไม่เคยปรากฏและยังไม่มีการบันทึกจากหลักคำสอนใดๆ อันเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเขาคือผู้สร้างโลกและให้บังเกิดมนุษย์ ความเป็นจริงนี้เราจะพบจากคำสอนของอัลลอฮฺ I ที่ได้ตรัสว่า

    ﮋﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ النحل : ٢٠

    ความว่า “บรรดาสิ่งที่พวกเขาวิงวอนอื่นจากอัลลอฮฺนั้น พวกมันไม่ได้สร้างสิ่งใดเลย แต่พวกมันถูกสร้างต่างหาก” (อัน-นะห์ลุ 16 : 20)

    หากสรรพสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์พากันวิงวอนและกราบไหว้บูชา ไม่มีความสามารถสร้างมนุษย์ได้ แล้วจะหวังอะไรจากสิ่งที่พวกเขาพร่ำวิงวอนหรือสักการะเหล่านั้นอีกเล่า ?

    สถานะที่สอง เชื่อว่ามนุษย์และทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดมาด้วยตัวมันเอง หรือที่เรียกว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ(Natural) ซึ่งแนวคิดนี้ ผู้ที่เรืองปัญญาทั้งหลายไม่อาจจะยอมรับได้เช่นเดียวกัน เพราะย่อมเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาด้วยตัวของมันเองโดยปราศจากผู้สร้าง และในขณะเดียวกัน สิ่งใดก็ตามไม่อาจจะแปรเปลี่ยนสภาพของมันเองได้ เว้นแต่จะต้องมีผู้ที่ทำให้มันเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น บ้านที่สร้างขึ้นไม่ว่าจะสร้างด้วยไม้หรือวัสดุอะไรก็ตาม โดยวิสัยของมนุษย์แล้ว แน่นอนทุกคนย่อมเกิดคำถามว่า ใครคือช่างก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าว? เช่นเดียวกันผ้าที่ถูกถักทอขึ้นจากฝ้ายหรือวัสดุอื่นๆ จะต้องมีคำถามว่ามันถูกผลิตมาจากโรงงานใด ? หรือใครเป็นผู้ทอผ้าดังกล่าว ? คำถามเหล่านี้เป็นสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ผู้เรืองปัญญา หากการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งจากสภาพหนึ่งสู่อีกสภาพหนึ่งมนุษย์ยังถามถึงผู้กระทำหรือผู้อยู่เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงแล้ว นับประสาอะไรกับสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นไปได้หรือที่มนุษย์เรืองปัญญาจะยอมรับแนวคิดหรือทฤษฎีการเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติของสรรพสิ่ง ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบของมนุษย์ในระบบอภิมหาจักรวาลที่มีระบบและโครงสร้างอันลึกลับและสลับซับซ้อนที่เกินกว่าปัญญาของมนุษย์จินตนาการได้

    ประเด็นที่ 2 อัลลอฮฺ I ทรงให้บังเกิดมนุษย์มาจาก “ก้อนเลือด” และพระองค์ได้เปิดเผยสัจธรรมแห่งศาสตร์หรือแก่นแท้แห่งความรู้ที่เกี่ยวสัมพันธ์กับวัตถุที่เป็นต้นกำเนิดมนุษย์ว่าพระองค์ทรงให้บังเกิดมนุษย์จาก “ก้อนเลือด” ที่ห่อหุ้มเมล็ดพันธุ์แห่งการก่อกำเนิดมนุษย์ อันเป็นผลจากการผสมผสานระหว่างน้ำอสุจิของผู้เป็นพ่อกับไข่ที่ฝังตัวอยู่ในมดลูกของของผู้เป็นแม่ “ก้อนเลือด” คือแก่นแท้แห่งความรู้ที่อัลลอฮฺ I ทรงเปิดเผย และประชาชาติอิสลามสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจได้มาเป็นเวลาพันกว่าปีมาแล้ว แต่ผู้ปฏิเสธ อัลกุรอานที่อ้างตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เพิ่งจะค้นพบและสร้างทฤษฎีใหม่ที่ว่าด้วยการกำเนิดมนุษย์เพียงแค่สองร้อยปีมานี้เอง ทั้งที่อัลลอฮฺ I ทรงบัญชาให้มนุษย์ใคร่ครวญและไตร่ตองถึงความเป็นมาของตัวเขาเองมานานนับสิบศตวรรษแล้ว

    ดังเช่นที่อัลลอฮฺ I ตรัสว่า

    ﮋ ﭣ ﭤ ﭥ ﭦ ﭧ ﭨ ﭩ ﭪ ﭫ ﭬﮊ الطارق : ٥ - ٦

    ความว่า “ดังนั้น มนุษย์จงไตร่ตรองดูซิว่าเขาถูกบังเกิดมาจากอะไร เขาถูกบังเกิดมาจากน้ำที่พุ่งออกมา มันออกมาจากกระดูกสันหลัง(ของชาย)และกระดูกหน้าอก(ของหญิง) (อัต-ฏอริก 86 : 5-6)

    สัจธรรมข้อนี้ พอที่จะเข้าใจถึงความสำคัญของปฐมอายะฮฺในการเติมเต็มความต้องการแรกเริ่ม และคำตอบสำหรับประเด็นปัญหาแรกในสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์อันเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว

    “จงอ่านเถิด และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้านั้นทรงการุณยิ่ง”

    อัลลอฮฺ I ทรงมีพระบัญชาให้อ่านเป็นครั้งที่สองเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญในคำสั่งใช้ของพระองค์ พร้อมกันนี้ พระองค์ยังได้ชี้แจงถึงคุณลักษณะของพระองค์คือทรงการุณยิ่ง “จงอ่านและพระผู้เป็นเจ้าของเจ้านั้นทรงการุณยิ่ง” ด้วยการประทานความสามารถเป็นของกำนัลแด่บ่าวของพระองค์ที่ชื่อว่า “มนุษย์” ซึ่งพระองค์ทรงให้บังเกิดมาจาก “ก้อนเลือด” ที่อ่อนแอและต่ำต้อย จนกระทั่งมีความสามารถในการอ่านและเรียนรู้อายะฮฺของพระองค์และเข้าใจถึงหลักคำสอนและศาสนาของพระองค์ที่ทรงเกียรติและสูงส่งได้ ด้วยคุณลักษณะของพระองค์ที่ทรงเมตตาและการุณ พระองค์จะไม่ด่วนลงโทษบ่าวที่ไม่รู้และปฏิเสธคำสอนของพระองค์ เพราะความไม่รู้หนังสือนั้น

    หมายความว่า จงอ่านเถิดโอ้มูฮัมมัด ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้านั้นการุณยิ่ง พระองค์ย่อมที่จะช่วยเหลือเจ้าในการทำความเข้าใจมัน แม้นว่าเจ้าไม่สามารถอ่านได้ก็ตาม ทั้งหมดนี้คือความโปรดปรานของอัลลอฮฺ I ที่ประทานแก่ท่านนบีมูฮัมมัดมูฮัมมัด ﷺ‬ และปวงบ่าวของพระองค์ ให้ทำความรู้จักอัลลอฮฺ I และเข้าใจในวิธีปฏิบัติอิบาดะฮฺต่อพระองค์อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงโดยผ่านกระบวนการอ่านที่กำหนดกรอบโดยอิสลาม

    “ผู้ทรงสอนด้วยปากกา”

    ในบรรดาความเมตตาของอัลลอฮฺ I นั้น คือการที่พระองค์ทรงสอนมนุษย์ใช้ปากกาหรือดินสอในการจดบันทึกความรู้ทั้งหลาย โดยเฉพาะการที่โองการอัลกุรอานลงมาท่ามกลางชาวอาหรับซึ่งเป็นกลุ่มชนผู้ไม่รู้หนังสือ ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ พระองค์ทรงสั่งใช้ให้พวกเขาอ่านและใช้ปากกาในการบันทึกเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่เที่ยงแท้ ได้เห็นถึงวิวัฒนาการของปากกาอย่างชัดเจนจากยุคหนึ่งมาสู่อีกยุคหนึ่ง ที่เริ่มต้นจากการใช้วัสดุต่างๆ สำหรับการขีดเขียนในแต่ละยุคสมัย จนกระทั่งถึงยุคคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือแก่นแท้ของ “ปากกา” ที่สามารถบันทึกและเก็บรักษาซึ่งความรู้ต่างๆ ได้อย่างมากมายและยาวนาน

    ท่านเกาะตาดะฮฺได้อรรถาธิบายอายะฮฺนี้ว่า “ปากกาเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ I สำหรับบ่าวของพระองค์ เพราะศาสนาไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้และมนุษย์ก็มิอาจค้นพบสิ่งที่ดีในชีวิตได้หากปราศจากปากกา”

    อัลลอฮฺ I มิเพียงแค่ทรงให้บังเกิดมนุษย์ขึ้นมาแล้วทรงปล่อยให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างลำพังโดยไร้จุดหมายและปราศจากการชี้นำ แต่พระองค์ทรงสอนและทรงให้ความรู้แก่มนุษย์ ซึ่งการบังเกิดและการสอนนั้นเป็นสองภารกิจเริ่มแรกที่พระองค์ทรงเปิดเผยแก่บ่าวของพระองค์ และได้บัญญัติไว้ถึงสองครั้งสองคราใน 5 โองการแรกของปฐมซูเราะฮฺ

    “ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้”

    อัลลอฮฺ I ทรงสอนมนุษย์ทุกประการที่พวกเขายังไม่รู้ และทรงสอนทุกอย่างที่เป็นความจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของพวกเขาทั้งในโลกนี้และปรโลก(โลกอาคิเราะฮฺ)

    องค์ความรู้ที่พระองค์ทรงสอนมนุษย์นั้นคือ ความรู้ที่มนุษย์ไม่เคยรู้ หรือยังไม่รู้ เป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่งสำหรับการได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่รู้และไม่เข้าใจ โดยเฉพาะความรู้ที่ไม่อาจเรียนรู้ได้ด้วยสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ เว้นแต่ผ่านการสอนจากพระองค์เท่านั้น

    “สิ่งที่พวกเขาไม่รู้” ในที่นี้คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งในโลกนี้ ในหลุมฝังศพและวันปรโลก(โลกอะคิเราะฮฺ) รวมถึง มวลความรู้ทั้งปวงทั้งก่อนการกำเนิดมนุษย์ในโลกนี้จนกระทั่งวาระสุดท้ายของโลก ซึ่งประมวลคำสอนเหล่านี้ก็คือ “ศาสนา” หรือ “อิสลาม” นั่นเอง

    ความรู้ในทัศนะอิสลามคือ

    1. ความรู้ในเรื่องอิบาดะฮฺ (ความรู้ที่ช่วยเสริมให้มนุษย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะบ่าวของอัลลอฮฺ เช่น การละหมาด การถือศีลอด เป็นต้น)

    2. ความรู้ในเรื่องคิลาฟะฮฺ (ความรู้ที่ช่วยเสริมให้มนุษย์สามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนของอัลลอฮฺ เช่น ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การพัฒนา เป็นต้น)

    และความรู้ที่เข้าข่ายคำว่า “สิ่งที่เขาไม่รู้” นั้นคือ

    1. ความรู้เกี่ยวกับอัลลอฮฺ I ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะของพระองค์ และการกระทำของพระองค์

    2. ความรู้เกี่ยวกับคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ I ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติและศาสนาของพระองค์

    3. ความรู้เกี่ยวกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ได้แก่ความรู้ต่างๆ ที่ค้นพบโดยมนุษย์ เช่นศาสตร์ต่างๆ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาษา วัฒนธรรม ประเพณีปฏิบัติการอยู่ร่วมกัน การแสงหาผลประโยชน์หรือการป้องกันภยันตรายจากสรรพสิ่งต่างๆ เป็นต้น

    คำว่า “สิ่งที่พวกเขาไม่รู้” เป็นคำที่ครอบคลุมรากฐานและกิ่งก้านสาขาแห่งศาสตร์ที่มีอาณาบริเวณอันกว้างไกลและลุ่มลึก แต่ทั้งนี้ ความรู้ที่อัลลอฮฺ I ทรงประทานให้แก่มนุษย์นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังจะเห็นว่ามนุษย์คนหนึ่งนั้นไม่สามารถที่จะรู้และเข้าใจตัวเขาเองหรือสิ่งที่เขามองเห็นและสำผัสได้ทั้งหมด นับประสาอะไรกับสิ่งที่อยู่นอกกายหรือสิ่งที่เขาไม่สามารถมองเห็น ซึ่งรากฐานการบังเกิดมนุษย์นั้นประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสองส่วน คือจิตวิญญาณและเรือนร่าง กระนั้น มนุษย์ก็ยังไม่รู้จักแก่นแท้ของจิตวิญญาณที่เป็นรากฐานชีวิต อัลลอฮฺ I ตรัสไว้ว่า

    ﮋ ﯮ ﯯ ﯰﯱ ﯲ ﯳ ﯴ ﯵ ﯶ ﯷ ﯸ ﯹ ﯺ ﯻ ﯼ ﯽ ﮊ الإسراء : ٨٥

    ความว่า “และพวกเขา(คือบรรดาชาวยิว)จะถามเจ้า(โอ้มูฮัมมัด) เกี่ยวกับจิตวิญญาณ เจ้าจงกล่าวเถิดว่า เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้าของฉัน และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (อัล-อิสรออ์ 17 : 85)

    “ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้” อัลลอฮฺ I ทรงสอนสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ยังไม่รู้ พระองค์ทรงสอนในฐานะที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นบ่าวของพระองค์ อิสลามถือว่าทุกสรรพสิ่งนั้นถูกสร้างขึ้นโดยอัลลอฮฺ I และศาสตร์ทั้งมวลนั้นเป็นของพระองค์ที่ทรงสอนแก่มนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีการยกเว้นว่ามนุษย์ผู้นั้นจะภักดีหรือปฏิเสธพระองค์ จงใคร่ครวญในดำรัสที่ว่า “ทรงให้บังเกิดมนุษย์” และ “ทรงสอนมนุษย์” คือทรงให้บังเกิดและทรงสอนมนุษย์ทุกคนโดยไม่เจาะจงเฉพาะมุสลิมเท่านั้น อัลลอฮฺ I เป็นผู้ทรงให้บังเกิดมนุษย์ทุกคน ดังนั้นพระองค์จึงเป็นผู้ทรงสอนมนุษย์ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงคุณลักษณะหรือสถานะของคนใดคนหนึ่งแต่อย่างใด

    “ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้” รูปแบบและวิธีการสอนของอัลลอฮฺ I มี 3 รูปแบบ

    1. รูปแบบที่เป็นสามัญสำนึกและสัญชาตญาณของมนุษย์ คือความรู้ที่ประทานให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายโดยไม่ต้องศึกษาหรือค้นหาแต่อย่างใด เช่นการดื่มการกิน การนอนและการตื่น การขับถ่ายและอื่นๆ

    2. รูปแบบที่เป็นการเสาะแสวงหา คือความรู้ที่ได้มาด้วยการใช้ความพยายาม วิริยะอุตสาหะ และการเสาะแสวงหาจากแหล่งที่มา 2 ประการ คือ

    แหล่งที่หนึ่ง จากคำวิวรณ์(วะหฺยุ)ทั้งที่เป็นอัลกุรอานหรือซุนนะฮฺ(วจนะหรือแบบอย่างของท่านนบีมูฮัมมัด) คือความรู้ที่เป็นสัจธรรมและถูกต้องเสมอ ปราศจากความเคลือบแคลงใดๆ อัลลอฮฺ I ได้ตรัสว่า

    ﮋ ﯗ ﯘ ﯙ ﯚ ﯛ ﯜ ﯝ ﯞ ﯟ ﯠ ﯡ ﯢ ﯣ ﯤ ﯥ ﯦ ﯧ ﯨ ﮊ البقرة: ١٥١

    ความว่า “ดังที่เราได้ส่งเราะซูล(ศาสนทูต)ผู้หนึ่ง จากพวกของเจ้าเองมาในหมู่พวกเจ้า ซึ่งเขาจะอ่านบรรดาโองการของเราให้พวกเจ้าฟัง และจะทำให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์ และจะสอนคัมภีร์ และความรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติให้แก่พวกเจ้า และจะสอนพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าไม่เคยรู้มาก่อน” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 151)

    แหล่งที่สอง จากความคิดหรือสติปัญญา ซึ่งบางครั้ง ความรู้ที่คิดค้นมาอาจเป็นความจริงถ้ามันไม่ขัดแย้งกับวิวรณ์ที่ถูกต้อง หรืออาจเป็นเท็จหากความรู้นั้นขัดแย้งกับความเป็นจริงของคำวิวรณ์ อัลลอฮฺ I ตรัสว่า

    ความว่า “พวกเขารู้แต่เพียงผิวเผินในเรื่องการดำเนินชีวิตในโลกนี้ และพวกเขาไม่คำนึงถึงการมีชีวิตในวันอาคีเราะฮฺ” (อัลกุรอาน 30 : 7)

    3. รูปแบบการดลใจ[1] ซึ่งเป็นรูปแบบและวิธีการสอนประเภทหนึ่งที่อัลลอฮฺ I ทรงประทานแก่บ่าวที่พระองค์ทรงประสงค์ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาและศึกษาแต่อย่างใด บางครั้งอาจจะได้มาโดยผ่านกระบวนการขัดเกลาจิตใจอย่างมุ่งมั่นทุ่มเท หรือบางครั้งได้มาด้วยวิธีการดลใจเป็นการเฉพาะ ดังที่อัลลอฮฺ I ทรงอธิบายเกี่ยวกับท่านคิฎิรฺ(ผู้รู้ในสมัยศาสนทูตมูซา)ว่า

    ﮋ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋﮊ الكهف: ٦٥

    ความว่า “แล้วทั้งสอง(นบีมูซาและสหายของท่าน)ได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเรา ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้(ที่เรียกว่าการดลใจ)จากเราให้แก่เขา” (อัล-กะฮฺฟุ 18 : 65)

    “จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้”

    การประทานลงมาของ 5 อายะฮฺแรกในซูเราะฮฺ อัล-อะลักถือเป็นปรากฏการณ์และประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษยชาติ ประวัติศาสตร์การอ่านที่ถูกขับเคลื่อนโดยพระผู้ทรงสร้างโลกที่กำหนดคุณลักษณะของพระองค์เอง ด้วยคุณลักษณะ “ผู้ทรงการุณยิ่ง” ในการให้บังเกิดมนุษย์และสร้างโลกใบนี้ และทรงใช้ปากกาเป็นสื่อในการสอนมนุษย์

    พระองค์ไม่เพียงแค่ทรงให้บังเกิดมนุษย์เท่านั้น ด้วยคุณลักษณะของพระองค์ที่ทรงเกียรติและทรงเมตตายิ่ง พระองค์ทรงสอนทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับวิถีชีวิตของมนุษย์ ดังที่พระองค์บอกว่า“สิ่งที่พวกเขาไม่รู้” ซึ่งครอบคลุมทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ความรู้ทั้งหมดของพระองค์ เพราะคำว่า “สิ่ง” ในที่นี้ คือความรู้หรือวิทยปัญญาต่างๆ ที่พระองค์ยังไม่สอนให้มนุษย์รู้ ในขณะที่ สิ่งที่พระองค์ทรงสอนให้มนุษย์รู้นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงแม้ในความรู้สึกของมนุษย์นั้น อาจคิดว่า เขาได้รับความรู้มากมายมหาศาลก็ตาม

    ﮋﯷ ﯸ ﯹ ﯺ ﯻ ﯼ ﯽﮊ الإسراء : ٨٥

    “และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (อัล-อิสรออ์ 17 : 85)

    ﮋ ﯩ ﯪ ﯫ ﯬ ﯭ ﯮ ﯯ ﯰﮊ البقرة: ٢٥٥

    “และพวกเขาไม่สามารถล่วงรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากความรอบรู้ของพระองค์ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์(ให้พวกเขารู้)เท่านั้น” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 255)

    ﮋ ﯱ ﯲ ﯳ ﯴ ﯵ ﯶ ﯷ ﯸ ﯹ ﯺ ﯻ ﯼ ﯽ ﯾ ﯿ ﰀ ﰁ ﰂ ﰃ ﮊ الكهف: ١٠٩

    “จงกล่าวเถิด (โอ้มูฮัมมัด) หากว่าทะเลเป็นน้ำหมึกสำหรับบันทึกพจนารถของพระผู้เป็นเจ้าของฉัน แน่นอนที่สุด ทะเลจะเหือดแห้งก่อนที่คำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้าของฉันหมดสิ้นไป และแม้ว่าเราจะนำมันเยี่ยงนั้นมาเป็นน้ำหมึกอีกก็ตาม” (อัล-กะฮฺฟุ 18 : 109)

    อิบนุ กะษีรฺ ได้กล่าวว่า โองการแรกของอัลกุรอานที่ประทานลงมาคือ 5 โองการ(ในซูเราะฮฺ อัล-อะลัก) ที่ทรงเกียรติและมงคลยิ่ง และอายะฮฺดังกล่าวคือความเมตตาและเป็นความโปรดปรานครั้งแรกที่อัลลอฮฺ I ทรงประทานให้แก่ปวงบ่าวของพระองค์ เป็นการตักเตือนให้ตระหนักว่ามนุษย์ถูกบังเกิดมาจากก้อนเลือด และพระองค์ทรงให้เกียรติโดยทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้และให้วิชาความรู้แก่พวกเขา ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของอาดัม บิดาแห่งมนุษยชาติที่มีเหนือกว่าบรรดามะลาอิกะฮฺ อัลลอฮฺI ตรัสว่า

    ﮋ ﭻ ﭼ ﭽ ﭾ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐ ﮑ ﮒ ﮓ ﮊ العلق : ١ - ٥

    ความว่า “1) จงอ่านเถิด(โอ้มูฮัมมัด)ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าผู้ทรงให้บังเกิด 2) ผู้ทรงให้บังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด 3) จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นทรงการุณยิ่ง 4) ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา 5) ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้” (สูเราะฮฺ อัล-อะลัก 96 :1-5)

    วิวรณ์ความรู้ที่มาจากการชี้นำ เป็นความเมตตาและการตักเตือน

    ไม่มีความรู้ใดที่จะเป็นจริงไปกว่าความรู้จากคำวิวรณ์ เพราะเป็นคำสอนของอัลลอฮฺ I ผู้ทรงให้บังเกิด ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ ไม่ว่าการสอนเกี่ยวกับการทำความรู้จักพระองค์ คุณลักษณะของพระองค์ และการกระทำของพระองค์ หรือสิ่งที่เกี่ยวกับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหลาย ทั้งหมดนั้นคือกรรมสิทธิ์และการครอบครองของพระองค์ มนุษย์มีหน้าที่ในการเสาะแสวงหาวิธีการทำความเข้าใจวิวรณ์นั้น และนั่นคือวิทยปัญญาและเป้าหมายที่พระองค์ส่งศาสนทูตเพื่อชี้แจงและให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิวรณ์ของพระองค์แก่มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นความหมายหรือวิธีการปฏิบัติ

    อัลลอฮฺ I ได้ตรัสถึงคุณลักษณะและหน้าที่ของอัลกุรอานไว้ว่า

    ﮋﮓ ﮔ ﮕ ﮖ ﮗ ﮘ ﮙ ﮚ ﮛﮜ ﮝ ﮞ ﮟ ﮠ ﮡﮊ فصلت : ٤٢

    ความว่า “ความเท็จจากข้างหน้าและข้างหลังจะไม่เข้าไปสู่อัลกุรอานได้ (เพราะ)เป็นประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ” (ฟุศศิลัต 41 : 42)

    ﮋﰀ ﰁ ﰂ ﰃ ﰄ ﰅ ﰆ ﰇ ﰈ ﰉﰊ ﰋ ﰌ ﰍ ﰎﰏﮊ النحل: ٦٤

    “และเราเรามิได้ให้คัมภีร์นี้ลงแก่เจ้า(โอ้มูฮัมมัด) เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อให้เจ้าชี้แจงให้แจ่มแจ้งแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน และเพื่อเป็นการชี้แนวทางและเป็นความเมตตาแก่หมู่ชนผู้ศรัทธา” (อัลกุรอาน 16 : 64)

    การอ่านและเรียนรู้วันปรโลก(อะคิเราะฮฺ)

    พระบัญชาให้อ่านครั้งที่สามที่ถูกระบุไว้ในอัลกุรอาน คือ ดำรัสของอัลลอฮฺ I ที่ว่า

    ﮋﮭ ﮮ ﮯ ﮰ ﮱ ﯓ ﯔ ﯕﮊ الإسراء : ١٤

    ความว่า “เจ้าจงอ่านบันทึกของพวกเจ้า พอเพียงแก่พวกเจ้าแล้ววันนี้ที่จะเป็นผู้ชำระบัญชีของตัวเจ้าเอง” (อัล-อิสรออ์ 17 : 14)

    คำสั่ง “จงอ่าน”จะปรากฏในอัลกุรอานเพียงสามครั้งเท่านั้น สองครั้งใน 5 โองการแรกในซูเราะฮฺ อัล-อะลัก ส่วนครั้งที่สามจะปรากฏในซูเราะฮฺ อัล-อิสรออ์

    สองครั้งที่กล่าวถึงในซูเราะฮฺ อัล-อะลักเป็นประโยคคำสั่งที่ไม่เจาะจงว่าต้องอ่านอะไร ซึ่งเป็นการให้ความหมายที่กว้างและครอบคลุมถึงสรรพสิ่งต่างๆที่เป็นสัญญาณ(อายาต)ของอัลลอฮฺ ในขณะที่ “จงอ่าน” ที่กล่าวในซูเราะฮฺ อัล-อิสรออ์ จะมีกรรมบ่งบอกถึงสิ่งที่จะต้องอ่าน คือ “สมุดบันทึกของเจ้า” คือสมุดบันทึกการปฏิบัติของมนุษย์ที่ถูกนำเสนอในวันแห่งการตัดสิน(วันอาคิเราะฮฺ) เพื่อเปิดเผยถึงการงานและการปฏิบัติต่างๆ ที่ได้กระทำมาบนโลกนี้ ซึ่งเป็นการตัดสินขั้นสุดท้ายที่มนุษย์พึงได้รับ เพื่อกำหนดว่าเขาควรได้รับสวนสวรรค์หรือตกขุมนรก

    เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ปฐมพระบัญชา “จงอ่าน” ของอัลลอฮฺ I ทั้งสองครั้งที่พระองค์ทรงใช้ให้มนุษย์ค้นหาและทำความเข้าใจในวิถีชีวิตและเข้าถึงศาสนาของพระองค์นั้น มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญมากนัก อาจจะเป็นเพราะถูกอิทธิพลของแนวคิดการปฏิเสธอัลลอฮฺเข้าครอบงำ หรือเป็นเพราะความเกียจคร้าน มนุษย์กลุ่มนี้ไม่เพียงแค่ปฏิเสธการอ่านเท่านั้นแต่ยังปฏิเสธที่จะสดับรับฟังด้วย ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้เป็นคุณลักษณะของผู้อธรรมและงมงาย อัลลอฮฺ I ตรัสไว้ว่า

    ﮋ ﯮ ﯯ ﯰ ﯱ ﯲﮊ الأحزاب: ٧٢

    ความว่า “แท้จริง(มนุษย์)เป็นผู้อธรรมและงมงาย” (อัล-อะหฺซาบ 33 : 72)

    อิสลามอาจยินยอมให้มุสลิมเป็นกลุ่มปุถุชน(อะวาม)ซึ่งอาจไม่รู้ในสารัตถะอิสลามโดยการอนุโลม แต่อิสลามไม่อนุญาตให้มุสลิมเป็นคนที่งมงายโดยเด็ดขาด

    ส่วนคำสั่งที่ว่า “จงอ่านสมุดบันทึกของเจ้า” ที่อัลลอฮฺ I ทรงบัญชาในวันอาคิเราะฮฺนั้น มนุษย์ทุกคนไม่มีทางเลือกใดๆ เว้นแต่ต้องน้อมรับและปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นบ่าวผู้ภักดีหรือผู้ปฏิเสธ ซึ่งการอ่านครั้งนี้จะทำให้มนุษย์รู้อย่างชัดแจ้งถึงสาเหตุของการได้รับผลตอบแทน โดยเฉพาะผลตอบแทนไฟนรก จงสดับรับฟังคำสารภาพของบรรดาชาวนรกซึ่งอัลลอฮฺ I ตรัสไว้ว่า

    ﮋ ﯫ ﯬ ﯭ ﯮ ﯯ ﯰ ﯱ ﯲ ﯳ ﯴ ﯵ ﯶﮊ الملك : ١٠

    ความว่า “และพวกเขา(ชาวนรก)กล่าวอีกว่า หากพวกเราฟังและใช้สติปัญญาใคร่ครวญ พวกเราก็จะมิได้มาอยู่เป็นชาวนรกอย่างนี้ดอก” (อัลกุรอาน 67 : 10)

    สรุป

    ความรู้ในทัศนะอัลกุรอาน เปรียบเสมือนแสงประทีปที่ส่องนำทางสู่ความจำเริญในโลกนี้และความสงบสุขในวันปรโลก(อาคิเราะฮฺ) เป็นรัศมีที่มาจากอัลลอฮฺ I ผ่านคำวิวรณ์ที่ลงมาสู่บรรดานบี โดยเฉพาะนบีและเราะซูลท่านสุดท้ายมูฮัมมัด ﷺ‬ หรืออาจจะส่งผ่านความคิดสติปัญญา

    นอกจากนี้ยังมีความรู้ที่ได้มาด้วยวิธีการพิเศษที่อัลลอฮฺ I ทรงมอบให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ซึ่งเรียกว่า “การดลใจ” ทั้งหมดนี้คือแก่นแท้ของความรู้ในทัศนะอิสลามที่มาจากท่านนบีมูฮัมมัด ﷺ‬

    อิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงประทานความรู้ที่เที่ยงแท้แก่บ่าวของพระองค์อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เป็นความจริงแล้วมันคือความรู้จากอัลลอฮฺ และความรู้จากอัลลอฮฺนั้นคือแก่นแท้ของศาสนาอิสลามที่มีอัลกุรอานเป็นรากฐานและซุนนะฮฺเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต

    ความรู้ก็คืออิสลามและอิสลามก็คือความรู้ และความรู้หรือประสบการณ์ที่ไม่ขัดกับอิสลามนั้นคือคำวิวรณ์ของอัลลอฮฺ I นั่นเอง

    ทั้งหมดนี้ คือมโนทัศน์ความรู้ตามทัศนะอัลกุรอาน ที่ประมวลจากหลักคำสอนของปฐมอายะฮฺ “จงอ่าน” ซึ่งเป็นกุญแจเปิดประตูสู่ความรู้ ไม่ว่าจะมีเป้าหมายเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในโลกนี้หรือความผาสุกในวันปรโลก(อะคิเราะฮฺ)ก็ตาม

    มนุษย์จะต้องดำเนินชีวิตภายใต้กรอบคำสั่ง “จงอ่าน” ในโลกนี้ และ “จงอ่าน” ในวันปรโลก ทั้งนี้ เพราะชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้และในวันปรโลกตั้งอยู่บนพื้นฐานของสัจธรรมแห่งความรู้เท่านั้น

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราทั้งหลายจะได้ยึดมั่นอิสลามเป็นวิถีชีวิตด้วยความรู้ และความเข้าใจที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ในวิวรณ์ของอัลลอฮฺ I อย่างถูกต้องและถาวรยั่งยืน

    [1] ตามทัศนะอิมาม อัล-เฆาะซาลี ในหนังสือเกี่ยวกับความรู้ทางศาสนา : ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอรรถาธิบายโองการดังกล่าวได้ในตัฟซีร อัล-กะบีรฺ ของ อัร-รอซีย์ และตัฟซีร ตัยสีรฺ อัล-กะรีม อัร-เราะห์มาน ฟี ตัฟซีร กะลาม อัล-มันนาน ของ อัส-สะอฺดีย์